ฎีกาใหม่! บัตรเครดิตถูกมิจฉาชีพรูด เจ้าของไม่ต้องจ่าย ธนาคารต้องพิสูจน์ตัวผู้ใช้

ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนากลโกงมาในรูปแบบ “แอปดูดเงิน” หรือ “การขโมยข้อมูลบัตรเครดิต” ไปทำธุรกรรมออนไลน์ หลายครั้งผู้บริโภคต้องตกเป็นจำเลยถูกธนาคารฟ้องเรียกเก็บเงิน ทั้งที่ไม่ใช่คนทำรายการ แต่ล่าสุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568 (ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2568) ได้วางบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคไว้อย่างน่าสนใจและสามารถสรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาได้ดังนี้

คดีนี้ธนาคาร (โจทก์) ฟ้องเจ้าของบัตร (จำเลย) ให้ชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่าตนเองไม่เคยทำรายการดังกล่าวและไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่ข้อมูลถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ธนาคาร เมื่อเกิดการปฏิเสธยอดใช้จ่าย ธนาคารในฐานะผู้ให้บริการและเจ้าของระบบ มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ว่า “ใครเป็นคนใช้บัตร?” และต้องพิสูจน์ว่ารายการนั้นเกิดจากตัวเจ้าของบัตรเอง หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของบัตร ระบบความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบของธนาคาร ศาลมองว่าธนาคารเป็นผู้ควบคุมระบบยืนยันตัวตน (Authentication) และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการให้บริการ ดังนั้นหากธนาคารไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐานในเชิงเทคนิคได้ชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้ทำรายการ ศาลจะไม่อาศัยเพียงแค่ชื่อที่ปรากฏในสลิปหรือระบบมาสันนิษฐานความผิดของประชาชน

โดยมีข้อกฎหมายท่เกี่ยวข้อง ดังนี้ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29: กำหนดว่าภาระการพิสูจน์ในประเด็นเรื่องการผลิต การออกแบบ หรือการให้บริการ ตกอยู่แก่ผู้ประกอบธุรกิจ (ธนาคาร) เนื่องจากเป็นข้อมูลที่อยู่ในความรู้เห็นเฉพาะตัวของผู้ประกอบธุรกิจ และ พ.ร.ฎ. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566: ซึ่งเสริมมาตรการให้สถาบันการเงินต้องมีระบบการระงับธุรกรรมที่รัดกุมและรวดเร็ว

สิ่งที่ประชาชนต้องทำเมื่อถูกแอบอ้างใช้บัตรแม้ศาลจะวางบรรทัดฐานคุ้มครอง แต่เจ้าของบัตรต้องรักษาสิทธิของตนเองโดยด่วน

ปฏิเสธรายการทันที: เมื่อเห็น SMS หรือ Notification แจ้งเตือนยอดที่ไม่ได้ใช้ ให้รีบโทรอายัดบัตรและแจ้ง “Transaction Dispute” กับธนาคารทันที

แจ้งความลงบันทึกประจำวัน: เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเราไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ

เก็บหลักฐานการติดต่อ แคปหน้าจอเวลาที่โทรหาธนาคาร หรืออีเมลที่ส่งถึงธนาคารไว้ เพื่อพิสูจน์ต่อศาลว่าเราได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

จึงสามารถสรุปได้ว่าคำพิพากษานี้เป็นการ “ปฏิวัติวงการบัตรเครดิต” โดยเปลี่ยนภาระการพิสูจน์จากเดิมที่ประชาชนต้องพิสูจน์ว่า “ฉันไม่ได้ทำ” มาเป็นธนาคารต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “คุณเป็นคนทำ” หากพิสูจน์ไม่ได้ ประชาชนก็ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้น

 

 

📩ติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ

✅คดีความ / รับว่าความ

✅ที่ปรึกษากฎหมาย

✅ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้งThai/Eng

 

สอบถามค่าบริการได้ทาง

Line@ คลิ๊ก : https://lin.ee/ltTK0H1

ทนายนำชัย พรมทา โทร : 086 331 4759

ทนายสถิตย์ อินตา โทร : ⁨083 083 568 1148⁩

ติดตามข่าวสารของเราได้ทาง

Facebook : สำนักกฎหมายนำชัย พรมทา

Youtube : https://www.youtube.com/@numchailawyer_channel

เว็บไซต์ : https://numchailawyer.com/

อ่านบทความทั้งหมด : https://numchailawyer.com/blog/

E-mail : numchailaw.office@gmail.com

#ฟ้องชู้#ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู#คดีแรงงาน#ทนายเก่งๆ#ทีมทนาย

#สำนักกฎหมายนำชัยพรมทา, #กฎหมาย, #นำชัยพรมทา, #บทความกฎหมาย, #คลังความรู้กฎหมาย, #ปรึกษากฎหมายฟรี, #ปรึกษาด้านกฎหมาย, #จ้างทนายความ, #ทนายคดีอาญา, #ทนายคดีแพ่ง, #จ้างทนายความ, #ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู, #ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการบริษัท,

บทความอื่นๆ